แข้งใหม่ทีมดัง! เผยการตัดเกรดแข้งใหม่ ท็อป 6 ทีมแห่ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดฉากฤดูกาล 2017/18 ไปแล้ว 3 นัด โดยที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นำเป็นจ่าฝูง หลังชนะ 3 เกมติดเก็บ 9 คะแนนเต็ม ยิงไป 10 ลูก ไม่เสียประตูเลย

ในช่วงซัมเมอร์นี้ของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีเหล่าบรรดาสโมสรชั้นนำต่างเสริมทัพได้อย่างน่าสนใจโดยผลงานของแข้งใหม่ทีมท็อป 6 เป็นอย่างไรบ้างไปดูกันได้เลย

1. อาร์เซน่อล

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– อเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ 7/10
อดีตกองหน้า โอลิมปิก ลียง เปิดตัวสวยทำประตูได้ตั้งแต่เกมแรกที่ อาร์เซน่อล ชนะ เลสเตอร์ 4-3 โดยใช้เวลาอยู่ในสนามไม่ถึง 2 นาที ก่อนที่จะมาโดนดร็อปในเกมแพ้ ลิเวอร์พูล

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– เซอัด โคลาซินัช 7/10
ออกสตาร์ตด้วยการทำประตูได้ในเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ที่ชนะ เชลซี และทำผลงานได้น่าประทับใจ รวมทั้งเดินเกมบุกได้เยี่ยม

2. เชลซี

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ– อัลบาโร่ โมราต้า 8/10
2 ประตู และ 2 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 3 นัดแรกในลีกเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าน่าจะคุ้มค่าตัว 58 ล้านปอนด์ และเป็นตัวแทนของ ดีเอโก้ คอสต้า อย่างลงตัว

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– ติมูเอ้ บากาโยโก้ 6/10
ลงเล่น 90 นาทีเต็มในเกมพบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ โดยที่ไม่ได้มีช่วงปรีซีซั่นกับทีม อาจดูยังสนิมฝืดอยู่บ้าง

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– อันโตนิโอ รือดิเกอร์ 7/10
ยังดูตื่นๆ อยู่บ้างในเกมบุกชนะ สเปอร์สแต่ก็ถือว่าทำได้ดีในการมาทำหน้าที่แทน แกรี่ เคฮิลล์ ปราการหลังกัปตันทีมที่ติดโทษแบน

3. ลิเวอร์พูล

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 9/10
3 ประตู ใน 5 นัดทุกรายการถือเป็นการออกสตาร์ตที่เหมือนฝันในถิ่น แอนฟิลด์ สำหรับดาวเตะอียิปต์

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– แอนดี้ โรเบิร์ตสัน 6/10
ได้ลงประเดิมสนามในถิ่นแอนฟิลด์ เกมชนะ คริสตัล พาเลซ 1-0 โดยที่ยังคงต้องทำผลงานหนักหากจะยึดตำแหน่งแบ็กซ้ายตัวจริง

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– โดมินิก โซลันกี้ 5/10
ทำผลงานเยี่ยมในช่วงปรีซีซั่นแต่ในฤดูกาลแข่งขันจริงยังทำอะไรได้ไม่มากนัก

4. แมนฯ ซิตี้

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– ไคล์ วอล์คเกอร์ 4/10
แบ็กขวาเจ้าของค่าตัว 54 ล้านปอนด์ ลงเล่นในบ้านนัดแรกพร้อมกับโดนใบแดงในเกมพบ เอฟเวอร์ตัน

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ 6/10
ประเดิมสนามในเกมบุกไปชนะ บอร์นมัธ และยังดูขาดความฟิตแต่ก็เติมเกมบุกได้อันตราย

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– แบร์นาโด้ ซิลวา 8/10
เริ่มต้นได้ดีทีเดียว โดยสามารถครองบอลและคุมเกมได้เยี่ยมทำให้น่าจะเป็นขวัญใจของแฟนบอล “เรือใบสีฟ้า” ได้ไม่ยาก

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– เอแดร์สัน 6/10
นายทวารบราซิเลียน ดูแล้วไว้ได้ได้กว่า เคลาดิโอ บราโว แต่ก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้ในการป้องกันลูกยิงของ เวย์น รูนี่ย์ กองหน้าเอฟเวอร์ตัน

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– ดานิโล่ 6/10
ได้โอกาสจากการที่ ไคล์ วอล์คเกอร์ ติดโทษแบนและน่าจะเข้าไปป้องกันลูกยิงของ ชาร์ลีย์ แดเนียล ของ บอร์นมัธ ได้ดีกว่านี้

5. แมนฯ ยูไนเต็ด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– โรเมลู ลูกากู 8/10
เล่นได้อย่างแข็งแกร่ง และมีความเร็ว ทำไป 3 ประตู จาก 3 นัดในลีก โดยที่น่าจะยิงได้ 4 ลูกด้วยซ้ำ
หากไม่พลาดจุดโทษในเกมชนะ เลสเตอร์

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– เนมานย่า มาติช 8/10
มิดฟิลด์เซิร์บ โชว์ฟอร์มโดดเด่นตั้งแต่ย้ายมาจาก เชลซี โดยคุมเกมได้ดีทั้งรุกและรับ จนส่งผลให้ อันเดร เอร์เรร่า ต้องหลุดเป็นตัวสำรอง

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ 3/10
ยังไม่ได้ลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก เลยหลังทำผลงานได้ไม่ค่อยน่าประทับใจในช่วงปรีซีซั่น ขณะที่ เอริก
ไบยี่ กับ ฟิล โจนส์ ทำผลงานแข็งแกร่งจนยากที่จะแย่งตำแหน่งในเวลานี้

6. ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– ดาวินซอน ซานเชซ ไม่มีคะแนน
ซานเชซ เพิ่งย้ายมาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก่อนที่จะได้โอกาสลงมาเล่นนาทีที่ 89 ในเกมที่เปิด เวมบลีย์ เสมอ เบิร์นลี่ย์ 1-1

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

โคตรแกร่ง! 6 สโมสรดัง พรีเมียร์ลีก ที่ไม่เคยตกชั้นตั้งแต่ก่อตั้งลีกสูงสุดของอังกฤษ

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีกชั้นนำของประเทศอังกฤษมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดติดอันดับต้นๆของโลก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจซักเท่าไหร่หากจะบอกว่าไม่เคยไม่มีทีมใดไม่ตกชั้นเลย

แต่ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจ นับตั้งแต่ลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีเปลี่ยนชื่อจากดิวิชั่น มาเป็น พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในซีซั่น 1992-93 จากวันนั้นถึงปัจจุบัน มีเพียง 6 สโมสรที่อยู่ยงคงกระพัน ไม่เคยร่วงตกชั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียวจะมีทีมใดบ้างไหน ไปติดตามรายละเอียดกันเลย

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

1. อาร์เซน่อล
พลพรรค “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อลนอกจากจะไม่เคยตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกแล้วพวกเขาทำสถิติเป็นทีมที่อยู่บนลีกสูงสุดของอังกฤษยาวนานที่สุดอีกด้วยโดยตกชั้นครั้งสุดท้ายต้องย้อนไปไกลถึงฤดูกาล 1912-13 เลยทีเดียว

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

2. เชลซี
ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นล่าสุด “สิงห์บูลส์” เชลซีอยู่รอดมาโดยตลอด ไม่เคยตกชั้นเลยในยุคพรีเมียร์ลีก โดยอันดับห่วยแตกสุดที่เคยมีประสบการณ์มาคือ อันดับ 14 ในซีซั่น 1993-94 ที่สมาชิกลีกสูงสุดอังกฤษมี 22 ทีมนั่นเอง

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

3. เอฟเวอร์ตัน
ทีมงาน “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน คือทีมเดียวในโผนี้ที่ใกล้เคียงการตกชั้นมากที่สุด เพราะเคยรั้งบ๊วยในบรรดาผู้รอดตกชั้นถึง 2 ครั้ง แต่ปัจจุบันพวกเขายกระดับทีมให้ขึ้นมาอยู่ครึ่งบนของตารางได้ในระยะหลัง นอกจากนี้ยังได้นายทุนรายใหม่เข้ามาพัฒนาทีมอีกด้วยมีเป้าหมายในอนาคตอันใกล้ ต้องคว้าโควต้าฟุตบอลยุโรปให้ได้ทุกฤดูกาล

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

4. ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส
อีกหนึ่งทีมจากลอนดอนที่ในซีซั่นล่าสุดจบผลงานด้วยตำแหน่งรองแชมป์เป็นสถิติที่ดีกว่าคู่รักคู่แค้นเพื่อนร่วมเมืองอย่าง อาร์เซน่อลซึ่งครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้น ต้องย้อนไปในฤดูกาล 1994-95 โดยตลอดระยะเวลาที่ลีกสูงสุดเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ลีก พลพรรค “ไก่เดือยทอง” ไม่เคยตกชั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

5. ลิเวอร์พูล
“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล คือสโมสรที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษในยุคที่ลีกสูงสุดยังใช้ชื่อ ดิวิชั่น 1 แต่ดูเหมือนจะไม่ถูกโฉลกกับพรีเมียร์ลีก เพราะพวกเขายังไม่สัมผัสแชมป์เลยซักครั้ง แต่สาวก “เดอะ ค็อป” ก็ยังภูมิใจที่ทีมรักอยู่ยั่งยืนยงในเวทีพรีเมียร์มาโดยตลอดไม่เคยกระเด็นตกชั้นแม้แต่ครั้งเดียวไม่อาจซีซั่นหน้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกอาจมาประจำที่ แอนฟิลด์ ก็เป็นได้

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

6. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ได้มากสุดในยุค “พรีเมียร์ลีก” ด้วยจำนวนแชมป์ 12 สมัย ทำผลงานได้ดีมาโดยตลอดไม่เคยตกชั้นเลยซักครั้งเดียว แต่ก็ห่างหายจากตำแหน่งแชมป์ไปนานถึง 4 ฤดูกาลแล้ว หลังจากที่บรมกุนซือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือลาทีมไปพร้อมกับโทรฟี่แชมป์ครั้งสุดท้ายเมื่อซีซั่น 2012-13 สาวก “เร้ดเดวิลล์” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะกลับมาเป็นที่หนึ่งอีกครั้งในฤดูกาลหน้า

ส่อง 11 ดาวเตะผลงานสุดเด่นของศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แม็ตช์เดย์ ผ่านไปเรียบร้อยแล้วหลังกลับมาสาดแข้งกันต่อเนื่องจากโปรแกรมเบรกทีมชาติ ได้หยิบ 11 แข้งฟอร์มแหล่มมาให้ได้ติดตามกันจะมีใครกันบ้าง

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ผู้รักษาประตู : แจ็ค บัตแลนด์ (สโต๊ค ซิตี้)
สองประตูที่เสียไปมือกาวเบอร์สองทีมสิงโตคำรามทำสุดความสามารถแล้ว และเจ้าตัวยังมีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมมีแต้มในบ้านของตัวเองเมื่อ บัตแลนด์ เซฟถึง 7 ครั้ง ในเกมที่ สโต๊ค ซิตี้ เปิดถิ่นเจ๊า
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-2

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : เชน ดัฟฟี่ (ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน)
ปราการหลังเลือดไอริช เล่นได้โคตรแกร่งเมื่อ ดัฟฟี่ เคลียร์บอลอันตรายสูงถึง 13 ครั้ง, ป้องกันลูกโด่ง 11 ครั้ง และผ่านบอลสำเร็จ 91% โดยทั้งสามเป็นตัวเลขสูงที่สุดในทีมมีส่วนอย่างยิ่งในการพาทีมเก็บชัยชนะได้สำเร็จ

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ (เบิร์นลีย์)
อีกหนึ่งแนวรับจากทีมขนาดกลางที่เล่นได้ยอดเยี่ยม ทาร์คอฟสกี้ เคลียร์บอลอันตรายได้สูงถึง 17 ครั้งมากที่สุดในเกมนี้,ชนะดวลลูกโด่ง 5 ป้องกัน 7 ครั้งช่วยให้ เบิร์นลีย์ เก็บคลีนชีตและได้เฮในเกมเปิดรังเฉือน คริสตัล พาเลซ 1-0

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : จามาล ลาสเซลเลส (นิวคาสเซิ่ล)
ชัยชนะในเกมนี้เพื่อ ราฟา! หลังกุนซือสแปนิชต้องพักรักษาตัวเนื่องจากเพิ่งผ่าตัดไส้เลื่อนไม่สาม
ารถลงมาคุมทีมได้โดยความดีความชอบต้องยกให้กองหลังกัปตันทีมรายนี้หลังช่วยทีมทั้งสกัดกั้นลูกยิงของ แทมมี่ อับราฮัม ให้พ้นจากปากประตู แถมยังโหม่งพังประตูชัยให้ นิวคาสเซิ่ลบุกไปเอาชนะ สวอนซี ได้สำเร็จ 1-0

กองกลาง : เควิน เดอ บรอยน์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)
จอมทัพตัวเก่งของทีม “เรือใบบุญทุ่ม” เล่นได้แจ่มเหลือเกินจัดการจ่าย 2 แอสซิสต์คมๆให้ คู่ดูโอ้ในแดนหน้าอย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ และ กาเบรียล เชซุส ยิงกันคนละลูกในเกมเปิดบ้านถลุงหงส์แดง จนแทบจะกลับบ้านไม่ถูกเลยทีเดียว

กองกลาง : เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (เชลซี)
แม้จะไม่ได้เจองานหนักมากนักในการกลับถิ่นเก่า แต่ ก็องเต้ ก็โดดเด่นเช่นเคยผนึกกำลังปัดกวาดหน้าบ้านของตัวเองกับคู่หูคนใหม่อย่าง ทิโมธี บากาโยโก้ ได้เป็นอย่างดีแถมนัดนี้ใส่สกอร์ได้ด้วยกับจังหวะยิงไกลสุดเฉียบช่วยให้ทีมแชมป์เก่าบุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1

กองกลาง : ปาสคาล กรอสส์ (ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน)
ตัวรุกจากเมืองเบียร์โชว์ฟอร์มได้เยี่ยมยอดจริงๆ โดย กรอสส์ ยิง 2 จ่าย 1 ให้ ไบร์ทตัน เปิดรังเอาชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 3-1 เป็นชัยชนะเกมแรกของทัพนกนางนวลในศึกพรีเมียร์ลีกด้วย

กองกลาง : เอริค มักซิม ชูโป-โมติง (สโต๊ค ซิตี้)
กลายเป็นตัวแสบของทีมปีศาจแดงไปโดยปริยายหลังจัดการเหมาสอง ยิงเปิดและโขกปิดเกมให้ “ช่างปั้นหม้อ” มีหนึ่งคะแนนกับการเสมอทีม “ปีศาจแดง”

กองหน้า : กาเบรียล เชซุส (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)
โอกาสทำประตูของไอ้หนูแซมบ้ารายนี้มีไม่มากแทบนับครั้งได้แต่โอกาสที่มีนั้น เชซุส จัดการมันได้เด็ดขาด โดยเจ้าตัวยิง 2 ประตูให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไล่ยำ ลิเวอร์พูล 5-0 และเป็นการยิงประตูได้ติดต่อกันเป็นนัดที่สองแล้วด้วย

กองหน้า : แฮร์รี่ เคน (ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์)
พ้นเดือนสิงหาปุ๊บ “เดอะ เฮอร์ริเคน” ไม่รอช้าซัดลูกหนังกระทบก้นตาข่ายปั๊บ หลังเหมาสองประตูพา
สเปอร์ส บุกถล่ม เอฟเวอร์ตัน 3-0 ดูเครื่องจักรทำประตูรุ่นนี้ของคลับไก่น่าจะกลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว!

กองหน้า : แดนนี่ เวลเบ็ค (อาร์เซนอล)
เทพประทับร่างแล้วที่ เอมิเรตส์! หลังท่าน แดนนี่ “มหาเทพ” เวลเบ็ค ท็อปฟอร์มเหลือหลายกด 2 ดอกส์แอสซิสต์อีก 1 ให้ อาร์เซนอลเปิดถิ่นมีชัยเหนือ บอร์นมัธ 3-0

เป็นยังไงกันบ้างกับ 11 แข้งที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในลีก จากที่เห็นกันแล้วเหมาะสมกันหรือไม่

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

กฎใหม่! “พรีเมียร์ลีก” แต่งตั้งกฏใหม่ปีหน้าต้องมีนักเตะ “ท้องถิ่น” ร่วมด้วย

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปีหน้า ต้องมีนักเตะ “ท้องถิ่น” ที่ฝึกกับสโมสรอย่างน้อย 3 ปี อยู่ในทีมอย่างน้อย 8 คน จากทั้งหมด 25 คน ชี้ทำให้การซื้อขายเด็กอังกฤษน่าสนใจมากขึ้นหวังช่วยทีมชาติอังกฤษแข็งแกร่งมากขึ้น

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่มีทีมยักษ์ใหญ่ต่างใช้บริการนักเตะต่างชาติเป็นส่วนมากโดยเฉพาะมีนโยบายในการคว้าตัวนักเตะดาวรุ่งจากชาติต่างๆ มาเก็บเอาไว้ในทีมเป็นจำนวนมาก

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ล่าสุดหลังจากการประชุมของผู้บริหารทีมในพรีเมียร์ลีกได้ข้อสรุปว่าในฤดูกาลหน้าทั้ง 20 ทีมในพรีเมียร์ลีกจะลดขนาดลงให้มีนักเตะในทีมได้สูงสุด 25 คนและต้องมีนักเตะที่เป็นชาวสหราชอาณาจักรอยู่ในทีมอย่างน้อย 8 คน จากการประกาศของ ริชาร์ด สคูดามอร์ ประธานบริหารของ
พรีเมียร์ลีก

“สำหรับในฤดูกาลหน้าสโมสรที่จะถูกกำหนดให้ประกาศรายชื่อทีมที่มีนักเตะสูงสุด 25 คน ซึ่งไม่เกิน 17 คน สามารถมีอายุมากกว่า 21 ปี และไม่ใช่นักเตะท้องถิ่น คำจำกัดความของนักเตะท้องถิ่น คือได้รับการฝึกสอนจากใครสักคนในระบบอาชีพของอังกฤษและเวลส์ด้วยอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นเวลา 3 ปี สโมสรจะต้องประกาศรายชื่อนักเตะ 25 คน ตอนสิ้นเดือนสิงหาคม เมื่อตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวลงและประกาศอีกครั้งตอนสิ้นเดือนมกราคม”

ประธานพรีเมียร์ลีกออกมาปฏิเสธว่ากฎใหม่นี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อกดดันสโมสรในการกักตุนนักเตะดาวรุ่งจากต่างชาติ แต่เป็นการช่วยเหลือทีมชาติอังกฤษมากกกว่า “กฎนี้ช่วยให้การซื้อนักเตะอังกฤษที่มีความสามารถน่าดึงดูดใจมากขึ้นเราไม่ได้ต้องการปิดกั้นการทดสอบฝีเท้ากับนักเตะต่างชาติแต่มันหมายความว่าคุณไม่สามารถซื้อหรือสร้างทีมขึ้นมาจากต่างประเทศเราคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือทีมชาติอังกฤษให้แข็งแกร่งมากขึ้น”

จากกฎนี้ทำให้ในปีหน้าหลายทีมในพรีเมียร์ไม่ว่าจะเป็น “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด”หงส์แดง” ลิเวอร์พูล”ปืนใหญ่” อาร์เซนอล หรือ”สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ต้องปรับโครงสร้างนักเตะกันยกใหญ่
เนื่องจากเป็นทีมที่ใช้นักเตะต่างชาติเป็นแกนหลักของทีมรวมทั้งมีนักเตะดาวรุ่งเป็นชาวต่างชาติอยู่ในทีมเป็นจำนวนมาก

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอลสด วิเคราะห์บอล ไฮไลท์ฟุตบอล โปรแกรมบอล ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

พรีเมียร์ลีก เป็นลีกฟุตบอลภายในประเทศที่ดีที่สุดในขณะนี้

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในวงการฟุตบอล ซึ่งแฟนบอลให้ความสนใจอย่างมาก ลีกฟุตบอลที่รวบรวมสุดยอดสโมสรแห่งเกาะอังกฤษและแข้งดังระดับโลก

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นลีกที่คนทั่วโลกให้ความสนใจกว่าลีกอื่นๆ จึงไม่แปลกเลยที่แฟนบอลทั่วโลกให้ความนิยมลีกอังกฤษเป็นจำนวนมาก ซึ่งอีกอย่างก็คือกีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาชนิดที่คนต่างประเทศให้ความสนใจมากกว่ากีฬาชนิดอื่นและรวบรวมสุดยอดสโมสรดังระดับโลกอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี, ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นต้น

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ระบบการแข่งขัน : มีทีมร่วมแข่งขัน 20 ทีม แข่งขันในระบบพบกันหมด เหย้าและเยือน ทีมชนะได้ 3 คะแนน ทีมเสมอได้ 1 คะแนน และทีมแพ้ไม่ได้คะแนนตลอดฤดูกาลทุกทีมจะต้องแข่งขันทั้งสิ้น 38 นัด เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 3 สโมสรที่ได้คะแนนน้อยที่สุดจะต้องตกชั้นไปเล่นในฟุตบอล
ลีกแชมเปียนชิป

4 ทีมที่อันดับดีสุดจะได้ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกโดยสามทีมอันดับแรกจะผ่านเข้าไปรอในรอบแบ่งกลุ่ม(ทีมชนะเลิศได้อยู่โถ 1) ในขณะที่ทีมอันดับ 4 จะต้องแข่งรอบเพลย์ออฟอีกทีหนึ่ง ส่วนอันดับ 5 จะได้เล่นยูฟ่ายูโรปาลีก (ยูฟ่า คัพ) เดิมและทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศก็จะได้สิทธิ์ไปเล่นในยูโรปาลีก โดยอัตโนมัติเช่นกัน ในกรณีที่ทีมอันดับ 1-4 ชนะการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศสิทธิ์การแข่งยูฟ่ายูโรปาลีก จะได้แก่อันดับ 6 และ 7 ของ
พรีเมียร์ลีกแทน

ทีมพรีเมียร์ลีกที่ได้สิทธิไปแข่งฟุตบอลยุโรป มีเงื่อนไขดังนี้
แชมป์พรีเมียร์ลีก : ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่มและได้อยู่โถ 1 รองแชมป์พรีเมียร์ลีก : ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่ม
อันดับที่ 3 : ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่ม
แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก : ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่มและได้อยู่โถ 1 แชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก : ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่ม
อันดับที่ 4 : ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบเพลย์ออฟ
แชมป์เอฟเอคัพ : ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่ายูโรปาลีกในรอบแบ่งกลุ่ม
อันดับที่ 5 : ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่ายูโรปาลีกในรอบแบ่งกลุ่ม

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอล ไฮไลท์ฟุตบอล นักฟุตบอลคนอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

บทความฟุตบอล ตัดเกรด 6 ผู้จัดการทีม พรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาล 2016/17

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีกฟุตบอลแดนผู้ดี ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ที่แฟนบอลให้ความสนใจมากที่สุด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับการเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ 6 อันดับ ที่ดีที่สุดของลีก

1.อันโตนิโอ คอนเต้ (เชลซี) ผลงาน : แชมป์พรีเมียร์ลีก ใครจะไปคิดว่าขวบปีแรกของคอนเต้กับทีมสิงห์สำอางเชลซีจะลงท้ายด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแถมสถิติชนะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 30 เกม ในหนึ่งฤดูกาลกุนซือสัญชาติอิตาลีเขามารับงานยังถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ด้วยสไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ การวางแผน แท็คติดอันเหนียวแน่น 3-4- 3 ส่งให้พวกเขาความแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นที่เรียบร้อย คะแนน : A (9.6)

2.เมาริซิโอ โปเช็ตติโน (สเปอร์) ผลงาน : อันดับ 2 พรีเมียร์ลีก ด้วยเกมรุกอันทรงพลัง และเกมรับที่แข็งแกร่ง “พอช” พาสเปอร์จบอันดับ 2 ของตารางได้อย่างยอดเยี่ยม 86 แต้มที่คลับไก่ทำได้ในฤดูกาลนี้ ถือว่าเยอะสุดๆ หากเปลี่ยนเป็นปีอื่น สเปอร์คงเข้าป้ายแชมป์ไปแล้วทั้งสื่อและผู้สัดทัดกรณีต่างยกให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน เป็นกุนซือที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง แต่ไร้วาสนา เชื่อว่าในปีหน้า
ทีมจากลอนดอนทีมนี้จะเป็นผู้ต่อกรแชมป์กับเหล่ายอดสโสรอื่นๆได้แน่นอน คะแนน : A- (8.9)

3.เป๊ป กวาดิโอลา (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ผลงาน : อันดับ 3 พรีเมียร์ลีก ช่วงแรกที่เข้ามารับงานยังถิ่นเรือใบสีฟ้า เป๊ป กวาดิโอล่า พาลูกทีมโชว์ฟอร์มได้แบบพุ่งกระฉูด จนหลายฝ่ายคิดว่ากุนซือชาวสเปนจะเสกแชมป์พรีเมียร์ลีกให้แมนฯซิตี้ได้แน่นอนแต่จนแล้วจนรอด เป๊ปกลับโดนลีกที่ได้ชื่อว่ามีการแข่งขันกันมากที่สุดในโลก รับน้องซะงั้น ตอนนี้เจ้าตัวคงเข้าใจแล้วว่า พรีเมียร์ลีก ไม่ง่ายอย่างที่คิด !!!
เงินลงทุนมหาศาลที่จ่ายไปตลอดฤดูกาล และผลงานจบแค่อันดับ 3 ถือว่าผิดฟอร์มมากๆ เชื่อเหลือเกินว่าถ้ากุนซือเรือใบไม่ใช่ เป๊ป กวาดิโอล่า มีหวังต้องโดนนายทุนจากตะวันออกกลางตะเพิดกลับบ้านเก่าแน่ๆ คะแนน : C+ (6.9)

4.เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล) ผลงาน : อันดับ 4 พรีเมียร์ลีก กุนซือจอมฮาร์ดคอร์ ของเด็กหงส์เหมือนจะพาทีมเดินหน้าได้สวยงามมากในต้นฤดูกาลเกมรุกอันแสนเร้าใจ เกเก้นเพลสชิ่ง
เล่นงานทีมยักษ์ใหญ่ได้แบบไม่สนหน้าอินหน้าพรหมแต่เมื่อผู้เล่นตัวหลักเริ่มบาดเจ็บ ขาดแคลน แผลที่ปกปิดในเกมรับก็ถูกเปิดทีมคล็อปป์โดนทีมหนีตายท้ายตารางสอยแบบกลับแอนฟิลด์แทบไม่ถูก แต่ด้วยแท็คติกเกมรุกที่ยังมีประสิทธิ์ภาพสูง กุนซือชาวเยอรมันสามารถพาหงส์แดงจบได้ถึงอันดับ 4 เดินทางไปเตะยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกได้อีกครั้งและนี่น่าจะเป็นเป้าหมายที่เจ้าตัวได้วางไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดลีก ถือว่าสอบผ่าน คะแนน : B (7.2)

5.อาร์แซน เวนเกอร์ (อาร์เซน่อล) ผลงาน : อันดับ 5 พรีเมียร์ลีก,แชมป์ เอฟเอคัพ ผลงานในลีกของอาร์แซน เวอร์เกอร์ ถือว่าล้มเหลวเมื่อกุนซือมาดนิ่ง พาเดอะกันเนอส์ จบที่อันดับ 5 ของตารางเท่านั้น
หลังจากไม่เคยจบอันดับต่ำกว่า 4 ตั้งแต่เจ้าตัวเข้ามารับงานที่เอมิเรตท์สเตเดี้ยมแต่การคว้าแชมป์
เอฟเอคัพ ถือว่าความยอดเยี่ยมของเวนเกอร์ยังคงไม่จางหาย ทั้งล้มทีมเรือใบ ทั้งเขี่ยสิงห์บลูในนัดชิงสมควรยกให้แกเป็น Mr.FA CUP จริงๆ คะแนน : B (7.6)

6.โชเซ่ มูรินโญ่ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ผลงาน : อันดับ 6 พรีเมียร์ลีก,แชมป์ อีเอฟแอล,แชมป์ คอมมูลิตี้ชิลส์,แชมป์ ยูโรป้า ลีก สำหรับกรณีของ โชเซ มูรินโญ่ เราอาจจะต้องแยกเป็น 2 ประเด็นก่อน อย่างแรกเลยในฟุตบอลลีก การจบอันดับ 6 ถือว่าล้มเหลวสำหรับสาวกผีแดง แต่สำหรับผลงานโดยรวมทั้งหมดการคว้าแชมป์ อีเอฟแอล คัพ บวกกับถาดการกุศล คอมมูลิตี้ชิลส์ และปิดท้ายปีด้วยแชมป์บอลยุโรปถ้วยเล็กอย่างยูโรป้าลีกถือว่าสวยสดงดงามมากและที่สำคัญการคว้าแชมป์ยูโรป้า
ยังทำให้จ่ามูพาเด็กผีไปเล่นบอลยุโปรถ้วยใหญ่ได้แบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องผ่านรอบเพลย์ออฟ
เรียกได้ว่าเดอะเรดเดวิลทั้งหลายต่างแฮปปี่กันทุกคน คะแนน : B+ (8.2)

สำหรับแฟนบอลท่านใดที่ต้องการรับชม ข่าวฟุตบอล ตารางบอล ผลบอล ไฮไลท์ฟุตบอล นักฟุตบอลคนอื่นๆ เพิ่มเติม เพียงติตตาม กดไลค์ กดแชร์ ได้เลยนะจ๊ะ

พรีเมียร์ลีก ลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดของเกาะอังกฤษ

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (Premier League) เป็นระบบการแข่งขันฟุตบอลลีกในระดับสูงสุดของประเทศอังกฤษและแฟนบอลให้ความนิยมกันทั่วโลก

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2535 ภายใต้การบริหารของสมาคมฟุตบอล อังกฤษ การแข่งขันพรีเมียร์ลีกเป็นที่รวมของ 20 สโมสรฟุตบอลในระดับสูงสุดของอังกฤษเข้าด้วยกันหรือมีชื่อตามผู้สนับสนุนการแข่งขันอย่างเป็นทางการว่า บาร์เคลส์ พรีเมียร์ชิพ เนื่องจากในปัจจุบัน สนับสนุนโดย บริษัทการเงินบาร์เคลส์

โดยปัจจุบันมีเพียง 6 ทีมเท่านั้น ที่ชนะเลิศในการแข่งขันรายการนี้ ได้แก่ สโมสรฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 13 สมัย, เชลซี 5 สมัย, อาร์เซนอล 3 สมัย, แมนเชสเตอร์ซิตี 2 สมัย,
แบล็กเบิร์นโรเวอส์ และ เลสเตอร์ซิตี ทีมละ 1 สมัย

ประวัติเดิมฟุตบอลลีกแห่งนี้ ใช้ชื่อว่า ฟุตบอลลีก ดิวิชันหนึ่ง ซึ่งมีจัดการแข่งขันตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1888) และถือว่าเคยเป็นลีกฟุตบอลที่ยาวนานที่สุดในโลก โดยในปี พ.ศ. 2535
ในฤดูกาล 1992-93 ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นจาก รูเพิร์ธ เมอร์ด็อก (Rupert Murdoch)
นักธุรกิจสื่อสารรายใหญ่เจ้าของเครือข่ายสถานีโทรทัศน์สกาย (BSkyB) พยายามผลักดันให้สโมสรฟุตบอลที่จะลงแข่งขันในดิวิชันหนึ่งประจำฤดูกาล 1992-93 ถอนตัวออกมาจัดตั้งเป็นพรีเมียร์ลีกทำให้ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษที่มีอายุ 104 ปี ต้องยุติลง ขณะเดียวกันทางฟุตบอลลีกเดิมได้เปลี่ยนชื่อจากดิวิชันสอง มาเป็น ดิวิชันหนึ่ง และดิวิชันอื่นได้เปลี่ยนตามกันไป

โดยรัฐบาลของอังกฤษในขณะนั้นต้องเข้าช่วยเหลือโดยลดค่าธรรมเนียมหรือภาษีธุรกิจพนันฟุตบอล นำเงินส่วนนี้มาตั้งกองทุนฟุตบอลจำนวน 100 ล้านปอนด์ ให้ฟุตบอลลีกเป็นคนจัดสรรให้สโมสรฟุตบอลซึ่งเป็นภาคีสมาชิกทั้ง 96 สโมสร นำไปพัฒนาปรับปรุงสนามแข่งขันของตนเอง
แต่งบประมาณเท่านี้ต้องนับว่าน้อยมากหากนำมาเฉลี่ยอย่างเท่ากันแล้วจะได้รับเงินเพียงสโมสรละ 1.08 ล้านปอนด์ เท่านั้น ขณะที่สโมสรฟุตบอลชั้นแนวหน้าของลีกต้องใช้เงินในการณ์นี้สูงถึงกว่า
สิบล้านปอนด์สโมสรใหญ่ในดิวิชันหนึ่งจึงกดดันฟุตบอลลีกจัดสรรเงินให้มากกว่าสโมสรเล็ก เพราะหากไม่เสร็จทันตามกำหนดอาจจะถูกถอนใบอนุญาตได้

การถ่ายทอดสด ในช่วงเวลาที่สโมสรใหญ่ต้องการเงินทุนมหาศาลนี้เป็นโอกาสให้เจ้าของสถานีโทรทัศน์สกายยื่นข้อเสนอให้สโมสรในดิวิชันหนึ่งประจำฤดูกาล 1992−93 ให้ถอนตัวจากสมาชิกฟุตบอลลีกเพื่อมาจัดตั้งเอฟเอพรีเมียร์ลีก โดยทางสถานีขอซื้อสิทธิผูกขาดในการถ่ายทอดการแข่งขันในราคาแพงทำสัญญาฉบับแรกซื้อสิทธิผูกขาดในการถ่ายทอดการแข่งขันเป็นเวลา 5 ปี
(ฤดูกาล 1992−93 ถึง 1996−97) จ่ายค่าตอบแทนให้ 304 ล้านปอนด์ เทียบกับในอดีตที่ฟุตบอลลีกได้รายได้จากการขายสิทธิให้สถานีไอทีวีของอังกฤษ เพียง 44 ล้านปอนด์ ในช่วงเวลา 4 ปี เงื่อนไขตอบแทนทางธุรกิจเช่นนี้ ดึงดูดให้สโมสรทั้งหลายสนใจเป็นอย่างยิ่ง จนผู้บริหารสโมสรบางคน เช่น นายแอลัน ชูการ์ เจ้าของสโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์แสดงตนเป็นแกนนำในการล็อบบี้ให้สโมสรอื่น ๆ ในดิวิชันหนึ่งที่จะเริ่มแข่งขันในฤดูกาล 1992−93 เห็นชอบกับการก่อตั้งลีกแห่งนี้

สำหรับแฟนบอลท่านใดกลัวที่จะพลาดข่าวสารบอล ข่าวฟุตบอล ผลบอลสด ผลบอลเมื่อคืน โปรแกรมบอล ไฮไลท์ฟุตบอล ข่าวกีฬาอื่นๆ ไม่ต้องเป็นห่วง ท่านเพียงติดตามเพจพวกเรา กดไลค์ กดแชร์ ไว้เลย รับประกันข่าวคุณภาพจะไปอยู่ในมือท่านอย่างแน่นอน